Sahaviriya Steel Industries PLC

  • Banner IR SSI
  • Banner IR SSI
  • Banner IR SSI

คำถามที่พบบ่อย

คำถาม: เหตุใดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2558 บริษัทฯ จึงตัดสินใจเลิกกิจการและชำระบัญชี (Liquidation) ธุรกิจโรงถลุงเหล็ก ในสหราชอาณาจักร ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี ยูเค จำกัด (“SSI UK”) และบริษัทฯ ประเมินมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืนหลังสิ้นสุดกระบวนการชำระบัญชีเป็นเท่าไร

คำตอบ : นับตั้งแต่ธุรกิจโรงถลุงเหล็กเริ่มผลิตเหล็กแท่งแบนในปี 2555 บริษัทฯ ได้ดำเนินการลดต้นทุนมาอย่างต่อเนื่อง และสามารถขยายตลาดไปทั่วโลก แต่ด้วยสภาวะตลาดเหล็กโลกที่กำลังการผลิตล้นความต้องการอย่างรุนแรงตั้งแต่ไตรมาส 4/2557 จากการอุดหนุนการส่งออกเหล็กของรัฐบาลจีน ค่าเงินสกุลรูเบิลของรัสเซียที่ตกต่ำ รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจของจีนและรัสเซีย ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกเหล็กจากทั้งสองประเทศเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ราคาเหล็กแท่งแบน ณ ปัจจุบัน (ไตรมาส 3/2558) ลดลงกว่าร้อยละ 40 จากราคาเฉลี่ยที่สูงกว่า 500 เหรียญสหรัฐต่อตันในปี 2557 ในขณะที่ธุรกิจโรงถลุงเหล็กสามารถลดต้นทุนการผลิตได้เพียงร้อยละ 30 ซึ่งราคาเหล็กแท่งแบนได้ลดลงมากกว่าต้นทุนที่ลดลงได้ EBITDA ของธุรกิจโรงถลุงเหล็กจึงกลับมาเป็นลบในครึ่งปีแรกของปี 2558

สภาวะกำลังการผลิตเหล็กล้นความต้องการของตลาดอย่างรุนแรง อุปสงค์และอุปทานไม่สมดุลอย่างหนัก และราคาเหล็กที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องดังกล่าวข้างต้น ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ในทางตรงกันข้ามกลับทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น และส่งผลให้การดำเนินงานของธุรกิจโรงถลุงเหล็กขาดทุนเพิ่มขึ้นมาก SSI UK จึงประกาศหยุดการผลิตเหล็กแท่งแบนชั่วคราวในวันที่ 18 กันยายน 2558 และยื่นคำร้องขอยกเลิกกิจการและชำระบัญชี (Liquidation) ต่อศาลในวันที่ 2 ตุลาคม 2558

ทั้งนี้ บริษัทฯ ประเมินมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืนหลังสิ้นสุดกระบวนการชำระบัญชี SSI UK เชิงอนุรักษ์นิยมเป็นศูนย์ เนื่องจากทรัพย์สินหลักของ SSI UK เป็นโรงงานถลุงเหล็กและผลิตเหล็กกล้าขนาดใหญ่ ถูกควบคุมโดยกฎระเบียบพิเศษทางด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม Control of Major Accident Hazards (COMAH) มีปัจจัยภายนอกหลายปัจจัยที่มีความไม่แน่นอนและอยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัทฯ เช่น ความใช้ได้ของใบอนุญาตทางสิ่งแวดล้อม ขั้นตอนและกฎระเบียบในการดูแลรักษาทรัพย์สิน เป็นต้น จึงทำให้กระบวนการชำระบัญชีในกรณีนี้อยู่นอกเหนือกรณีปกติที่เคยมีมา ยังมีความไม่ชัดเจนในเชิงกกฎหมายและขั้นตอนการชำระบัญชีโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ทั้งนี้ บริษัทฯอยู่ระหว่างการหารือกับที่ปรึกษาทางกฎหมายและกลุ่มธนาคารเจ้าหนี้รายใหญ่เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการต่อไป

คำถาม: เหตุใดบริษัทฯ จึงยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ

คำตอบ: สืบเนื่องจากที่ SSI UK ประกาศหยุดการผลิตเหล็กแท่งแบนชั่วคราวเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2558 กลุ่มธนาคารเจ้าหนี้เงินกู้ของ SSI UK ซึ่งประกอบด้วยธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) (รวมเรียกว่า “กลุ่มธนาคารเจ้าหนี้รายใหญ่”) จึงเรียกให้ SSI UK ชำระหนี้ที่ค้างอยู่ตามเงื่อนไขการกู้เงิน เนื่องจากความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งส่งผลให้การกลับมาดำเนินการผลิตอีกครั้งของ SSI UK ไม่มีความชัดเจน และจากฐานะการเงินของ SSI UK ไม่สามารถที่จะชำระหนี้ได้ กลุ่มธนาคารเจ้าหนี้รายใหญ่จึงขอให้บริษัทฯ ร่วมรับผิดชอบในการชำระหนี้ดังกล่าวในฐานะผู้ค้ำประกัน สำหรับหนี้วงเงินจำนวน 790 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาท เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2558

ต่อมา เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2558 กลุ่มธนาคารเจ้าหนี้รายใหญ่ได้เรียกให้บริษัทฯ ชำระหนี้ที่ค้างอยู่ตามเงื่อนไขการกู้ยืมเงิน เพิ่มเติมจากกรณีของ SSI UK สำหรับหนี้วงเงินประมาณ 2.39 หมื่นล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ อยู่ในภาวะที่มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน

จากการหารือร่วมกันกับกลุ่มธนาคารเจ้าหนี้รายใหญ่เพื่อหาแนวทางในการรักษาธุรกิจแผ่นเหล็กรีดร้อนของบริษัทฯ ให้สามารถดำเนินการได้ตามปกติ และรักษามูลค่าทางธุรกิจของบริษัทฯ ไว้ คณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีความเห็นว่า บริษัทฯ ควรเข้าสู่กระบวนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ผ่านวิธีการฟื้นฟูกิจการ โดยอนุมัติให้บริษัทฯ ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง (“ศาลฯ”) ในวันที่ 1 ตุลาคม 2558 รวมถึงอนุมัติให้บริษัทฯ เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ โดยบริษัทฯ ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2558 และศาลได้รับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ ไว้แล้วในวันเดียวกัน เป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ. 23/2558 โดยศาลได้กำหนดนัดไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการในวันที่ 21 ธันวาคม 2558 ซึ่งในวันนัดไต่สวนดังกล่าว คู่ความประสงค์จะนำพยานขึ้นเบิกความ ศาลจึงนัดกำหนดวันนัดไต่สวนครั้งต่อไปในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559

คำถาม: ความคืบหน้าของการฟื้นฟูกิจการของบริษัทเป็นอย่างไร

คำตอบ: ศาลได้ไต่สวนคำร้องเสร็จสิ้นแล้วในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559 โดยศาลได้กำหนดนัดฟังคำสั่งการขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ ในวันที่ 10 มีนาคม 2559

คำถาม: เหตุใดผู้สอบบัญชีจึงไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ของบริษัทฯ

คำตอบ: ผู้สอบบัญชีรับรองงบการเงินไตรมาสสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ของบริษัทฯ โดยไม่แสดงความเห็นเนื่องจากเหตุผลดังนี้

(1) การถูกจำกัดขอบเขตการตรวจสอบ

“ไม่สามารถปฏิบัติงานตามกระบวนการตรวจสอบให้เป็นที่พอใจ เพื่อให้สามารถสรุปได้ว่า การรับรู้รายการ การแสดงรายการและการเปิดเผยข้อมูลในหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 8 เรื่อง การดำเนินงานที่ยกเลิก ได้ถูกจัดทำขึ้นโดยถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน”

คำชี้แจงของบริษัทฯ เนื่องจากการที่บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี ยูเค จำกัด (“บริษัทย่อย”) ได้ยื่นความจำนงในการชำระบัญชี (Liquidation) ต่อศาลท้องถิ่นฯ (The High Court of Justice Chancery Division Manchester District) และได้รับการอนุมัติในการชำระบัญชีและศาลท้องถิ่นฯ ได้แต่งตั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ (Official Receiver) ให้เป็นผู้แทนในการชำระบัญชีของบริษัทย่อยในวันที่ 2 ตุลาคม 2558 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นของการเข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีของบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี ยูเค จำกัด (บริษัทย่อย) ดังนั้นงบการเงินของบริษัทย่อย สำหรับการจัดทำงบการเงินรวมของบริษัทฯ จึงได้จัดทำขึ้นตามเกณฑ์การเลิกกิจการ ณ วันดังกล่าว ซึ่งบริษัทฯ ได้แสดงงบแสดงฐานะการเงินและผลการดำเนินงานรวมของบริษัทฯ โดยถูกต้องตามที่ควรตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน สำหรับในส่วนของการดำเนินงานของส่วนงานที่ยกเลิก (Discontinued Operation) ที่ผู้สอบบัญชีแจ้งว่าถูกจำกัดขอบเขตโดยสถานการณ์ ซึ่งบริษัทฯ ขอเรียนชี้แจงว่า ผลจากการเข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีของบริษัทย่อยตามที่ได้กล่าวข้างต้น ทำให้บริษัทฯ ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้อย่างเพียงพอในการประเมินทรัพย์สินและเข้าถึงข้อมูลทางการเงิน ซึ่งฝ่ายจัดการของบริษัทฯ ได้พิจารณาใช้ความพยายามและดุลยพินิจอย่างรอบคอบในการจัดทำข้อมูลทางการเงินเพื่อการแสดงรายการและการเปิดเผยข้อมูลชองการดำเนินงานที่ยกเลิกของบริษัทย่อย ซึ่งได้รวมอยู่ในงบการเงินรวมของบริษัทฯสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2558 จากงบการเงินและรายงานอื่นๆของบริษัทย่อยที่ได้จัดทำขึ้นถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2558 และประมาณการสำหรับระยะเวลาที่เหลือจนถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2558 รวมทั้งประมาณการมูลค่าสินทรัพย์ที่ถือไว้เพื่อขายหรือจำหน่าย (Assets Held for Sale or Disposal) ของบริษัทย่อย

ทั้งนี้ บริษัทฯ ประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่ถือไว้เพื่อขายหรือจำหน่าย หักด้วยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการชำระบัญชีและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องที่อาจเกิดขึ้นตามกฎระเบียบพิเศษด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม โดยคาดในเชิงอนุรักษ์นิยมว่ามูลค่าที่จะได้รับคืนหลังสิ้นสุดกระบวนการชำระบัญชีของบริษัทย่อยเป็นศูนย์ เนื่องจากทรัพย์สินหลักของ SSI UK เป็นโรงงานถลุงเหล็กและผลิตเหล็กกล้าขนาดใหญ่ ถูกควบคุมโดยกฎระเบียบพิเศษทางด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม Control of Major Accident Hazards (COMAH) มีปัจจัยภายนอกหลายปัจจัยที่มีความไม่แน่นอนและอยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัทฯ เช่น ความใช้ได้ของใบอนุญาตทางสิ่งแวดล้อม ขั้นตอนและกฎระเบียบในการดูแลรักษาทรัพย์สิน เป็นต้น จึงทำให้กระบวนการชำระบัญชีในกรณีนี้อยู่นอกเหนือกรณีปกติที่เคยมีมา ยังมีความไม่ชัดเจนในเชิงกฎหมายและขั้นตอนการชำระบัญชีโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ เชื่อว่าได้จัดทำและนำเสนองบการเงินรวมและงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัทฯ โดยถูกต้องตามที่ควรตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน

(2) ความไม่แน่นอนที่มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการใช้เกณฑ์การดำเนินงานต่อเนื่อง

คำชี้แจงของบริษัทฯ เนื่องจากการหยุดดำเนินงานของบริษัทย่อยเป็นเหตุให้กลุ่มธนาคารเจ้าหนี้รายใหญ่ของบริษัทย่อย ได้เรียกร้องให้บริษัทย่อยชำระเงินที่มียอดเงินกู้ยืมคงเหลือจำนวน 815 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือเทียบเท่ากับ 30,034 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558) ในทันที และต่อมากลุ่มธนาคารเจ้าหนี้รายใหญ่ได้เรียกร้องขอให้บริษัทฯ รับผิดชอบต่อมูลหนี้ของบริษัทย่อยในฐานะผู้ค้ำประกันเงินกู้ยืมจำนวนดังกล่าว นอกจากนี้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2558 กลุ่มธนาคารเจ้าหนี้รายใหญ่ได้เรียกร้องให้บริษัทฯ ชำระเงินกู้ยืมในทันที ซึ่งมียอดคงเหลือ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 จำนวน 9,840 ล้านบาท ดังนั้น คณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติอนุมัติให้บริษัทฯ ยื่นความจำนงเพื่อขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2558 ทั้งนี้ ศาลฯ ได้รับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ แล้ว โดยได้กำหนดนัดไต่สวนคำร้องดังกล่าวและสืบความเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2558 และกำหนดนัดไต่สวนครั้งถัดไปในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งในวันดังกล่าว ศาลได้ไต่สวนคำร้องเสร็จสิ้นแล้ว และศาลได้กำหนดนัดฟังคำสั่งการขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ ในวันที่ 10 มีนาคม 2559

ถึงแม้ว่าความสำเร็จของการฟื้นฟูกิจการขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก ได้แก่ การปรับปรุงความสามารถในการทำกำไร ผลสำเร็จของการเจรจาของบริษัทฯกับกลุ่มธนาคารเจ้าหนี้รายใหญ่ในการปรับโครงสร้างหนี้ การจัดหาเงินทุนให้เพียงพอ และผลการพิจารณาของศาล เป็นต้น บริษัทฯ ยังเชื่อมั่นว่าธุรกิจของบริษัทฯ สามารถทำกำไรได้และมีอนาคต หากได้รับการพิจารณาเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ คาดว่าน่าจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เจ้าหนี้และผู้มีส่วนได้เสีย

(3) ความไม่แน่นอนที่มีสาระสำคัญที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้เกณฑ์การดำเนินงานต่อเนื่อง

“ตามที่ได้กล่าวไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 2 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2558 คณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติให้บริษัทฯ ยื่นหนังสือแสดงความจำนงเพื่อขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง ศาลฯ ได้นัดไต่สวนและสืบความเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2558 และมีกำหนดนัดไต่สวนครั้งถัดไปในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559 นั้น ณ วันที่ในรายงานฉบับนี้ การตรวจสอบและการพิจารณาของศาลต่อการฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ ยังไม่สิ้นสุด จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นว่ามีความไม่แน่นอนที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการที่ศาลจะยอมรับการเข้าแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ และสามารถที่จะเริ่มต้นกระบวนการของแผนการฟื้นฟูกิจการตามที่วางแผนไว้หรือไม่ ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดประเภทรายการการวัดค่าของหนี้สินและสำรองต่างๆ”

คำชี้แจงของบริษัทฯ จากกระบวนการทางศาลซึ่งยังอยู่ระหว่างการไต่สวนคำร้องและสืบความ บริษัทฯ เห็นด้วยกับความเห็นของผู้สอบบัญชีว่า เนื่องจากการตรวจสอบและการพิจารณาของศาลต่อการฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ ยังไม่สิ้นสุด ดังนั้น จึงมีความไม่แน่นอนที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการที่ศาลจะยอมรับการเข้ากระบวนการฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ และการเริ่มต้นกระบวนการฟื้นฟูกิจการจะสามารถดำเนินการได้ตามที่วางแผนไว้ รวมทั้งมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการจัดประเภทและปรับปรุงรายการการวัดค่าของหนี้สินและการตั้งสำรองต่างๆ ภายหลังจากการทราบผลการพิจารณาของศาลต่อการฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ ไม่ว่าจะกรณีที่ได้รับการพิจารณาเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูฯ หรือไม่ได้รับก็ตาม

อย่างไรก็ตาม 1) จากสถานะของบริษัทฯ ในปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับการพิจารณาเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ตลอดจน 2) การได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหนี้ในการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับความสามารถในการสร้างรายได้ จะทำให้ธุรกิจของบริษัทฯ สามารถดำเนินต่อไปได้ และ 3) บริษัทฯ เชื่อว่าการฟื้นฟูกิจการจะสามารถชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้และเป็นประโยชน์กับผู้มีส่วนได้เสียโดยรวม มากกว่าการบังคับขายทอดตลาดทรัพย์สินของบริษัทฯ ซึ่งบริษัทฯ เชื่อว่าจะได้รับการพิจารณาจากศาลด้วยความเป็นธรรมตามข้อเท็จจริง (1-3) ที่กล่าวมาข้างต้น

คำถาม: มาตรการเยียวยาทางการค้าจากกระทรวงพานิชย์ในปัจจุบัน มีมาตรการอะไรบ้าง และมีรายละเอียดอย่างไร

คำตอบ: มาตรการเยียวยาทางการค้า ณ สิ้นไตรมาส 4/2558 มีดังนี้

สินค้า ประเทศต้นกำเนิด มาตรการ อัตราอากร สถานะ 1) ระยะเวลาที่มีผลบังคับ
เหล็กแผ่นรีดร้อน จีน, มาเลเซีย มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping) 30.91% - 42.51% มาตรการชั้นที่สุด 12 ส.ค. 54 – 11 ส.ค 59
เหล็กแผ่นรีดร้อน
(เจือโบรอน)
จีน มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping) 14.28% - 19.47% มาตรการชั้นที่สุด 26 ธ.ค. 55 – 25 ธ.ค. 60
เหล็กแผ่นรีดร้อน ญี่ปุ่น, แอฟริกาใต้, รัสเซีย, คาซัคสถาน, อินเดีย, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, เวเนซุเอล่า, อาร์เจนติน่า, ยูเครน, แอลจีเรีย, อินโดนีเซีย, สโลวาเกีย, โรมาเนีย มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping) 0% - 128.11% มาตรการชั้นที่สุด 23 พ.ค. 58 – 22 พ.ค. 63
เหล็กแผ่นรีดร้อน
(เจืออัลลอย)
ทุกประเทศ
(ยกเว้นประเทศกำลังพัฒนาซึ่งจัดโดยสหประชาชาติ ยกเว้น ตุรกี)
มาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard) 44.20%
43.57%
42.95%
มาตรการชั้นที่สุด 15 ก.ย. 56 – 26 ก.พ. 57
27 ก.พ. 57 – 26 ก.พ. 58
27 ก.พ. 58 – 26 ก.พ. 59
(ยื่นคำขอต่ออายุมาตรการ 9 มิ.ย. 58)
เหล็กแผ่นรีดร้อน
(ไม่เจือ; ความหนา 0.9-50 มม. และความกว้าง 600-3,048 มม.)
ทุกประเทศ
(ยกเว้นประเทศกำลังพัฒนาซึ่งจัดโดยสหประชาชาติ ยกเว้น บราซิล)
มาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard) 21.92%
21.52%
21.13%
มาตรการชั้นที่สุด 24 ธ.ค. 57 – 6 มิ.ย. 58
7 มิ.ย. 58 – 6 มิ.ย. 59
7 มิ.ย. 59 – 6 มิ.ย. 60
เหล็กแผ่นรีดเย็น จีน, เวียดนาม, ไต้หวัน มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping) 4.22% - 20.11% มาตรการชั้นที่สุด 6 ก.พ. 57 – 5 ก.พ. 62

1)ตามกฏระเบียบในประเทศไทย มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด และมาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น จะมีลักษณะของมาตรการเป็น 2 ระดับ คือ มาตรการชั่วคราว และมาตรการชั้นที่สุด โดยหากคณะกรรมการพิจารณาในเบื้องต้นแล้วเห็นว่าหากมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่ามีการทุ่มตลาด หรือปริมาณการนำเข้าสินค้าในระดับที่จะสร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับอุตสาหกรรมภายใน อาจจะพิจารณาประกาศใช้มาตรการชั่วคราวก่อน และเมื่อกระบวนการพิจารณาถึงที่สุดและพบว่ามีความเสียหายหรือเสียหายร้ายแรงเกิดขึ้นจริง จึงมีการประกาศใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด หรือมาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นในชั้นที่สุด

คำถาม: อุตสาหกรรมเหล็กโลกและอุตสาหกรรมเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนภายในประเทศ ในไตรมาส 1/2559 มีแนวโน้มเป็นอย่างไร

คำตอบ: เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากการขยายตัวของการบริโภคและการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ จึงคาดการณ์ว่าปริมาณการผลิตเหล็กของสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในไตรมาส 1/2559 ในขณะที่สหภาพยุโรปและญี่ปุ่นยังคงใช้มาตรการกระตุ้นทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม คาดว่าปริมาณการผลิตเหล็กในสองภูมิภาคนี้จะยังคงทรงตัวในไตรมาส 1/2559 สำหรับปริมาณความต้องการใช้เหล็กในจีนในไตรมาส 1/2559 คาดว่าจะยังคงชะลอตัว เนื่องจากเศรษฐกิจจีนยังคงขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ผู้ผลิตเหล็กในประเทศจีนหลายรายประสบภาวะขาดทุนอย่างหนักและมีความกดดันที่จะต้องส่งออกผลผลิตส่วนเกินหรือลดการผลิตลง

สถานการณ์ราคาเหล็กในไตรมาส 1/2559 ยังคงมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากปัญหาภาวะกำลังการผลิตล้นตลาดอย่างรุนแรงในจีนยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐที่ยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าเพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Federal Reserve System หรือ Fed) ในเดือนธันวาคม 2558 และมีโอกาสปรับขึ้นได้อีกในปี 2559 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจกดดันให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวลดลงต่อได้

สำหรับอุตสาหกรรมเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนภายในประเทศ (Apparent Steel Supply หรือ ASS) ของเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 1,435 พันตัน ในไตรมาส 4/2558 มาอยู่ที่ประมาณ 1,493 พันตัน ในไตรมาส 1/2559 จากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลและแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ

ติดต่อเอสเอสไอ (สำนักงานกรุงเทพฯ)

สำนักงานกรุงเทพฯ 28/1 อาคารประภาวิทย์ ชั้น 2-3 ถนนสุรศักดิ์ แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500

  • โทรศัพท์ : (662) 238-3063-82
  • โทรสาร : (662) 236-8890, 236-8892

อ่านต่อ

ติดต่อเอสเอสไอ (สำนักงานโรงงาน)

9 หมู่ 7 ถนนบ้านกลางนา-ยายพลอย ตำบลแม่รำพึง อำเภอบางสะพาน ประจวบคีรีขันธ์ 77140

  • โทรศัพท์ : (66-32) 691-403-5, 691-412-5, 691-419-20
  • โทรสาร : (66-32) 691-416, 691-421

อ่านต่อ

เชื่อมต่อกับเรา

We're on Social Networks. Follow us & get in touch.